นิมิตหมายใหม่เหมาเครื่องกลับด้วยกัน

ช่วงนี้ทีมชาติหลายทีมคงกำลังจะเสร็จสิ้นภารกิจกันแล้ว นักเตะก็กำลังจะแยกย้ายกลับสโมสรของตัวเอง เมื่อก่อนนักเตะที่ต้องกลับบ้านมาเล่นให้ทีมชาติไกลๆอย่าง ทวีปอเมริกาใต้(ลาตินอเมริกา) ต้องนั่งเครื่องกลับยุโรปแล้วปวดตัวจนล้าไปหมด แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว จากข่าวที่ออกมาทีมจากพรีเมียร์ลีคลงขันเงินกันเช่าเหมาลำเครื่องบินส่วนตัวไปรับนักเตะคนสำคัญอย่าง คูตินโญ่ ,ฟีร์มีย์โน่ (ลิเวอร์พูล) ดาวิด ลุยส์, วิลเลียน (เชลซี) และแฟร์นันดินโญ่ (แมนซิตี้) กันแล้ว

ลดอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

การเช่าเหมาลำแบบนี้ถือว่ามีข้อดีหลายอย่างเลย อย่างแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การบินแบบเหมาลำจะทำให้นักเตะไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อย รวมถึงรอคอยอยู่ที่สนามบิน พวกเค้าจะได้พักผ่อนเต็มที่ในการเดินทาง ลดอาการเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดได้อีกทางหนึ่ง เมื่อนักเตะไม่ล้าก็พร้อมที่จะลงสู้ในเกมลีคได้เลย

กลับถึงแคมป์เร็วได้ฝึกซ้อมเร็ว

เมื่อนักเตะไม่ต้องไปนั่งเครื่องบินทั่วไป ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาที่สนามบิน การนั่งเครื่องเหมาลำแบบนี้ช่วยให้การกลับถึงทีมสโมสร เพื่อแพทย์เช็คอาการบาดเจ็บ รวมถึงให้กุนซือเช็ความฟิตถือว่าทำได้เร็ว หากมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย หรือ ไม่ฟิต ก็จะได้เข้าคอร์สเพิ่มความฟิต หรือ รักษาอาการบาดเจ็บกันได้เลย ไม่ต้องรอ

ประหยัดค่าเดินทาง

สุดท้ายการที่บรรดาทีมหัวตารางอย่าง ลิเวอร์พูล เชลซี และแมนซิตี้ มาร่วมลงขันกันนั้น บอกได้ถึงระดับความสำคัญของนักเตะกลุ่มนี้ว่าสำคัญแค่ไหน พวกเค้าถึงยอมลงทุนมากขนาดนั้น นอกจากนั้นการทำแบบนี้ยังเป็นการประหยัดค่าเดินทางไปได้เยอะเลยทีเดียว หมดยุคการทุ่มทุนสร้างแบบส่งเครื่องบินเจ็ตไปรับเองอีกแล้ว

แบรนด์ไทยไปอังกฤษอีกครั้งของ คาราบาวแดง

นอกจากการเข้าไปเทคโอเวอร์สโมสรในพรีเมียร์ลีคอังกฤษของคนไทย ที่เลสเตอร์ ซิตี้แล้ว เรื่องของแบรนด์ไทยก้าวขึ้นไปอยู่กับทีมอังกฤษถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

แบรนด์ไทยไปอังกฤษอีกครั้งของ คาราบาวแดง

ไม่แพ้กัน อย่างสิงห์เองก็ขึ้นไปอยู่บนหน้าอกของเชลซีมาแล้ว แต่ที่สร้างความฮือฮามากกว่านั้นก็คือ การที่คาราบาวแดง ผลิตภัณฑ์ของคนไทยจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้สนับสนุนหลักถ้วยลีคคัพในฤดูกาลนี้

ถ้วยลีคคัพ ที่ไร้สปอนเซอร์

ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกและผิดคาด จนถึงระดับที่เรียกว่าผิดพลาดกันเลยทีเดียว ที่ถ้วยลีคคัพของอังกฤษไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุนหลักในปีนี้ เนื่องจาก แคปปิตอล วัน สปอนเซอร์เดิมไม่ต่อสัญญานั่นเอง เลยทำให้ปีนี้ทางอีเอฟแอลต้องเร่งหาสปอนเซอร์มาเป็นพาร์ทเนอร์โดยเร็วที่สุด

คาราบาวแดง ควายไทย ไปไกลถึงอังกฤษ

แน่นอนว่าปีนี้ทางอีเอฟแอลก็ได้มีการคัดเลือกสปอนเซอร์ที่อยากจะเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์หรือเป็นสปอนเซอร์ถ้วยลีคคัพนี้ แล้วก็กลายเป็น คาราบาวแดง เครื่องดืมชูกำลังสัญชาติไทย ได้เซ็นสัญญาตรงนี้ไปยาวๆถึงสามปีเลยทีเดียว โดยจะเริ่มต้นในฤดูกาล 2017-2018 ไปสิ้นสุดเอาปี 2019-2020 โน่นเลย ถือว่าเป็นการเซ็นสัญญาที่ยาวพอดูทีเดียว น่าจะเป็นโอกาสที่จะให้ คาราบาวแดง ได้ออกไปพรีเซนต์สินค้าในระดับโลกมากขึ้นแล้ว

ถ้วยลีคคัพ ใครว่าทีมใหญ่ไม่เอา

หากย้อนไปสัก 5 ปีที่แล้ว ถ้วยลีคคัพ หรือ ถ้วยคาราบาวคัพ มักจะถูกเรียกว่า “ลูกเมียน้อย” จากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่เสมอ เพราะไม่ค่อยจะส่งตัวจริงลงบู๊เต็มสูบมากนัก เก็บตัวจริงไว้ลงเล่นเกมลีคมากกว่า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เกมถ้วยลีคคัพ แม้แต่ทีมใหญ่ก็เล่นเต็มสูบเหมือนกัน หวังจะได้ถ้วยไว้ก่อน เพราะการได้ถ้วยรางวัลสักใบแม้ว่าจะเป็นถ้วยเล็กย่อมดีกว่าคว้าน้ำเหลวไม่ได้อะไรเลย แถมการได้ถ้วยยังมีผลต่อภาพลักษณ์สโมสรอีกต่างหาก

ตัวผู้เล่นทีมชาติ ความเสี่ยงที่ต้องลอง

ผู้เล่นทีมชาติ
ผู้เล่นทีมชาติ
ผู้เล่นทีมชาติ

การที่ทีมระดับสโมสรมีผู้เล่นในทีมก้าวขึ้นไปติดทีมชาตินั้นถือว่าเป็นเรื่องดีทั้งต่อตัวนักเตะเองที่จะได้เล่นฟุตบอลในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงความภาคภูมิใจที่จะได้รับใช้ชาติ ส่วนสโมสรก็ได้เรื่องของภาพลักษณ์มาด้วย แต่ในทางกลับกันทางสโมสรเองก็ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการปล่อยนักเตะไปรับใช้ทีมชาติด้วยในเรื่องต่อไปนี้

เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ อันตรายที่สุด

เรื่องแรกที่ทีมสโมสรกังวลมากที่สุด นั่นก็คือ เรื่องของอาการบาดเจ็บที่อาจจะติดตัวมาจากการเล่นทีมชาติได้ หากเป็นแมตซ์การเล่นอุ่นเครื่องตามปฏิทินฟีฟ่าเดย์ ก็อาจจะเล่นกันไม่แรงเท่าไร แต่หากเป็นการแข่งรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก หรือ ฟุตบอลระดับทวีปละก็ หวดกันไฟแลบเลย ซึ่งอาจจะทำให้มีจังหวะรุนแรงบาดเจ็บจนสโมสรเสียหายได้

เสี่ยงต่อบาดเจ็บทางใจ รักษายากที่สุด

ไม่เพียงแค่เรื่องของร่างกายเท่านั้นที่อาจจะบาดเจ็บได้ เรื่องของสภาพจิตใจก็เช่นกัน บางครั้งการออกไปเล่นทีมชาติหากเป็นนักเตะที่เป็นตัวแกนหลักด้วยแล้ว แฟนบอลย่อมคาดหวังผลการแข่งขันที่ดี แต่บางครั้งฟุตบอลมันก็ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ หากนักเตะต้องตกเป็นแพะรับบาปในการเล่นทีมชาติ ก็อาจจะส่งผลถึงฟอร์มการเล่นในระดับสโมสรด้วย ยิ่งด้วยนี้โลกโซเชียลแรงด้วย ยิ่งกลายเป็นการซ้ำเติมไปอีก เรื่องนี้บางทีก็รักษายากกว่าอาการบาดเจ็บอีกนะ

เสี่ยงต่ออาการเหนื่อยล้า เจอทุกครั้งที่ไป

แต่เรื่องที่สโมสรต้องเจอทุกครั้งที่นักเตะไปเล่นทีมชาติก็คือ เรื่องของอาการเหนื่อยล้าจากการแข่งขัน ที่ติดๆกันเลย แข่งวันพักสองวัน อย่างนี้ไปตลอดสัปดาห์สองสัปดาห์ ก็ทำให้นักเตะกรอบได้เหมือนกัน ซึ่งทั้งสามเรื่องก็ถือว่าเป็นปัญหาที่ยังตกลงกันไม่ได้ระหว่างทีมชาติกับทีมสโมสร

โคราน มุสตาฟี่ ของดีที่ได้มาแบบรีบๆๆ

ช่วงก่อนปิดตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อนที่ผ่านมาชื่อว่าดีลหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ดีลของโคราน มุสตาฟี่ เซนเตอร์แบ็คทีมชาติเยอรมันที่ย้ายมาจากบาเลนเซีย กลายร่างมาเป็นเดอะกันเนอร์อีกราย ที่ว่าน่าสนใจไม่เชื่อเรื่องของนักเตะ แต่น่าสนใจตรงที่ว่าตอนแรกเวงเกอร์บอกว่าไม่ซื้อ แต่สุดท้ายก็กลับคำซื้อนักเตะมาจนได้ในนาทีสุดท้ายนี้แหละ

ค่าตัวแพงเวอร์ เพราะมานาทีสุดท้าย

การซื้อขายนักเตะยิ่งวันสุดท้ายด้วยแล้ว ผู้ซื้อมักจะถูกโก่งราคาจากผู้ขายเสมอ เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขาย แถมผู้ขายเองหากขายนักเตะตัวหลักออกไปก็ยากที่จะหาใครมาทดแทนได้แล้วนอกจากฟรีเอเย่นต์ ทำให้ราคาของมุสตาฟี่สูงไปถึง 35 ล้านปอนด์ แต่ด้วยความอยากได้หรือหาใครมาไม่ได้ก็ไม่รู้ทำให้คราวนี้เวงเกอร์ที่ปกติจะไม่ยอมซื้อแพง กลับตัดใจซื้อนักเตะคนนี้มา บอกเลยว่าถ้าไม่มาซื้อวันสุดท้ายราคาก็ไม่น่าจะแพงขนาดนี้หรอก

นักเตะบาดเจ็บ ทำให้เวงเกอร์ต้องยอม

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เวงเกอร์ ต้องยอมจ่ายเงินซื้อนักเตะคนนี้เข้ามาก็เพราะว่าช่วงนั้นนักเตะตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คของทีมไม่ว่าจะเป็นแพร์ แมร์เตซัคเกอร์ และ กาเบรียล เปาลิสต้า บาดเจ็บทั้งคู่ เหลือแต่เพียง โลร็องค์ กอสเซียนี่ ที่ยังใช้งานได้ แต่เชื่อว่าคนเดียวคงไม่พอแน่ ถ้าไม่แก้ปัญหาอะไรสักอย่างเลยงานนี้กองหลังยุ่ยแน่ๆ เวงเกอร์จึงต้องยอมซื้อในราคานี้

โคราน มุสตาฟี่ ของดีเล่นคุ้ม

แต่ปรากฏว่านักเตะที่เวงเกอร์ซื้อมาเพื่อขัดตาทัพนั้น กลับเล่นดีเกินคาด โคราน มุสตาฟี่ มาถึงปุ๊บก็เล่นเข้าขากับกอสเซียนี่ แล้วก็ปีเตอร์ เช็ค(ผู้รักษาประตู) ได้เลย จนอาร์เซนอล มีเกมรับที่แข็งแกร่งขึ้นทันตาเห็น บอกเลยว่าเงินที่จ่ายไป 35 ล้านปอนด์คุ้มมาก

ซื้อขายตลาดหน้าหนาว ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ช่วงนี้ในลีคยุโรปนอกจากจะคึกคักไปด้วยการแข่งขันที่เข้มข้น และสามารเกิดขึ้นได้ทุกอย่างแล้ว ยังมีข่าวการซื้อขายนักเตะตลาดหน้าหนาวออกมาเป็นระยะ ซึ่งจะว่าไปการซื้อขายนักเตะช่วงตลาดหน้าหนาวนั้น ต้องบอกเลยว่าไม่ค่อยจะคึกคักแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว เพราะสโมสรส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยปล่อยนักเตะเท่าไร
นักเตะตัวหลัก สโมสรไม่ยอมขาย
สาเหตุแรกที่ไม่ค่อยมีการย้ายกันเท่าไรก็เพราะว่าคนซื้อก็อยากได้นักเตะที่ซื้อมาแล้วสามารถลงเล่นได้ทันที ปรับตัวได้เร็ว ซึ่งมักจะเป็นนักเตะตัวหลักของทีมที่ได้ลงเล่นเป็นประจำ และคุ้นเคยกับการลงสนาม ซึ่งนักเตะตัวหลักที่คนซื้ออยากได้นั้น ส่วนใหญ่คนขายเค้าไม่อยากขายกันหรอก เพราะการขายตัวหลักออกไปกลางฤดูกาลหากไม่ได้ราคางามจริงๆ หรือพฤติกรรมรับไม่ได้จริงๆ การทำแบบนั้นมันเท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆ
นักเตะสำรอง สโมสรเก็บไว้เองดีกว่า
ถ้าหากว่าไม่ได้นักเตะตัวหลักของทีม หากมองไปที่นักเตะที่ซุ้มม้านั่งสำรองที่คนซื้อสามารถซื้อได้ คนขายก็ไม่อยากขายอยู่ดีเนื่องจากตัวสำรองถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล เพราะหากนักเตะตัวหลักเจ็บการมีตัวสำรองที่มีคุณภาพทดแทนกันได้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้แต่ละทีมถือคติว่า มีนักเตะเหลือดีกว่าขาดไป เลยทำให้แม้แต่นักเตะสำรองก็ไม่อยากขายกัน ถ้าจะเอาจริงไปตอนซัมเมอร์ดีกว่า
นักเตะที่ทีมไม่เอา อาจจะไม่ดีพอ
เมื่อตัวจริงไม่ได้ ตัวสำรองก็ไม่ได้ ทางเลือกสุดท้ายของคนซื้อก็คือ ต้องไปเลือกนักเตะที่คนขายบอกเลยว่าไม่เอาจริงๆ แน่นอนว่าถ้าติดต่อไปได้แน่นอน เพราะคนขายก็อยากขาย แต่คนซื้อก็ต้องเสี่ยงเหมือนกันเพราะนักเตะกลุ่มนี้ไม่ได้ลงสนามนานมากอาจจะมีปัญหาเรื่องความฟิต และความเข้าใจในเกม ซึ่งก็ทำให้คนซื้อลังเลจนไม่ซื้อดีกว่า สุดท้ายมันก็เลยทำให้ตลาดหน้าหนาวไม่ค่อยคึกคักอย่างที่เห็น